- ผู้นำวันนี้ DAILY

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad







วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569

“ยศชนันท์” ชูวิจัยและนวัตกรรม รับมือน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ นำชุดความรู้ Hub of Talents ให้บ้าน องค์กร คน ปลอดภัย

วันที่ 26 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวนโยบายและแนวทางการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมของ อว. พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวสนับสนุนการนำวิจัยและนวัตกรรมรับมือน้ำท่วม ในการเสวนาออนไลน์ “รู้ทันน้ำท่วม บ้าน องค์กร คนปลอดภัย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” จัดโดย Hub of Talents รับมือภัยพิบัติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม


ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการการทำงานของหลายหน่วยงาน ทั้งการสนับสนุนกำลังพล การบริหารจัดการน้ำ และการเร่งระบายน้ำ โดยได้มีการลงพื้นที่ติดตามจุดผันน้ำของกรมชลประทานลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมกำชับให้เตรียมความพร้อมด้านช่างและเร่งซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำที่ชำรุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ดอนเมือง ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. ได้ประสานมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ดูแลสวัสดิภาพของนักศึกษาและบุคลากร และพิจารณาปรับรูปแบบการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ยังได้ร่วมกับ วช. และเครือข่ายในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความปลอดภัย การปฏิบัติตัว และการดูแลสุขภาพระหว่างและหลังเกิดน้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปใช้ในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม โดยเน้นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการสถานการณ์ การดูแลประชาชน และการสร้างความปลอดภัยอย่างรอบด้าน


ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า วช. พร้อมรับนโยบายของกระทรวง อว. ในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาเป็นกลไกสนับสนุนการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม โดยมุ่งนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากงานวิจัยมาใช้ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การเตือนภัย การเผชิญเหตุ ตลอดจนการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย พร้อมสนับสนุนการนำชุดความรู้และเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่จริง ทั้งในภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ภายใต้การขับเคลื่อนงานผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงนำประเด็นเชิงนโยบายไปส่งต่อให้ทีมนักวิจัยในเครือข่าย Hub of Talents ด้านการรับมือภัยพิบัติ เพื่อร่วมกันจัดทำและถ่ายทอดชุดความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อม การปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย และการดูแลสุขภาพในสถานการณ์น้ำท่วม


ภายในงานมีการเสวนาออนไลน์ ได้มีการแลกเปลี่ยนชุดองค์ความรู้ใน 3 ประเด็นสำคัญ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐฎ์ ลีละวัฒน์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ่ายทอดแนวทางการเตรียมความพร้อมขององค์กรและสถานประกอบการต่อสถานการณ์น้ำท่วม โดยให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ การกำหนดโครงสร้างการสั่งการและอำนาจในการตัดสินใจอย่างชัดเจน ตลอดจนการดูแลบุคลากร ลูกค้า และผู้มาติดต่อ ควบคู่กับการปกป้องทรัพย์สินและข้อมูลสำคัญขององค์กร นอกจากนี้ ยังเน้นการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางแนวทางฟื้นฟูและกลับมาเปิดให้บริการภายหลังสถานการณ์น้ำลด โดยชี้ให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดความสูญเสียและเสริมสร้างความสามารถในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางภาวะวิกฤต


ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิตยา สารฤทธิ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของบ้านพักอาศัย อาคารชุด หอพัก และอาคารสำนักงาน โดยเน้นการประเมินจุดเสี่ยงของอาคาร เช่น ชั้นใต้ดิน พื้นที่จอดรถ ทางเข้า–ออก และห้องระบบสำคัญ พร้อมเสนอแนวทางการเตรียมอาคารด้วยการติดตั้งหรือจัดทำแนวกั้นน้ำ การตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน รวมถึงการเตรียมระบบไฟฟ้าและประปาให้พร้อมต่อสถานการณ์ ทั้งยังควรเตรียมความพร้อมของผู้พักอาศัยและผู้ใช้อาคารด้วยการสำรองน้ำ อาหาร ยา อุปกรณ์ให้แสงสว่าง และทำความเข้าใจเส้นทางอพยพและบันไดหนีไฟ สำหรับระหว่างเกิดน้ำท่วม ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ การลงพื้นที่ชั้นใต้ดิน และการใช้ลิฟต์ในพื้นที่เสี่ยง พร้อมเฝ้าระวังความผิดปกติของระบบไฟฟ้า โดยการตัดสินใจว่าจะพักอยู่ในอาคารหรืออพยพควรพิจารณาจากระดับน้ำ ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค เส้นทางการเดินทาง และความต้องการช่วยเหลือของผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว รวมถึงประสานผู้ดูแลอาคารเพื่อรับทราบสถานการณ์และประกาศเกี่ยวกับระบบลิฟต์ ไฟฟ้า ประปา และทางออกฉุกเฉิน ทั้งนี้ ภายหลังน้ำลดควรรอการตรวจสอบระบบไฟฟ้า ลิฟต์ น้ำใช้ และระบบสุขาภิบาลก่อนกลับเข้าใช้อาคารตามปกติ โดยสามารถติดต่อหน่วยงานฉุกเฉินที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง โทร. 1130 ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉิน โทร. 1669 และเหตุสาธารณภัย โทร. 199


ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปัญจพาณ์ สุขโข จากสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย กล่าวถึงผลกระทบของอุทกภัยต่อสุขภาพ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายมิติและส่งผลต่อประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว ทั้งในด้านอันตรายเฉียบพลัน เช่น การจมน้ำ การบาดเจ็บ การถูกไฟฟ้าดูด และการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน ตลอดจนผลกระทบจากการหยุดชะงักของการดูแลสุขภาพ เช่น การขาดยา การขาดแคลนน้ำสะอาด หรือข้อจำกัดในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ และผลกระทบภายหลังน้ำลด เช่น การเกิดเชื้อรา การกำเริบของโรคเรื้อรัง รวมถึงความเครียดและผลกระทบทางจิตสังคม จึงควรจัดเตรียม “กระเป๋าฉุกเฉิน” ที่สามารถหยิบใช้ได้ทันที ประกอบด้วยเอกสารสำคัญและข้อมูลสำหรับการติดต่อ ยาประจำตัวและของใช้จำเป็น ตลอดจนสิ่งของสำหรับการดำรงชีวิตระหว่างการเดินทาง เช่น น้ำดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน ไฟฉาย ถ่านสำรอง และนกหวีด พร้อมนำเสนอ Inno SMART SAFETY GO BAG กระเป๋าฉุกเฉินที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและความปลอดภัยของประชาชนในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน


ทั้งนี้ การจัดเสวนาออนไลน์ “รู้ทันน้ำท่วม บ้าน องค์กร คนปลอดภัย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ให้ทันต่อสถานการณ์เผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ มุ่งเน้นนโยบาย อว.ในการเชื่อมโยงนโยบายด้านการรับมือภัยพิบัติเข้ากับชุดองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนนำเครือข่ายนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ นำความรู้สู่ประชาชน เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและความปลอดภัยในการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad















Pages