“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ดุลอำนาจการเมืองอยู่ที่ “พรรคภูมิใจไทย” บรรยากาศเงียบเหงา ฝ่ายค้านได้แค่ประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมือง
วันที่ 26 ตุลาคม 2569 แม้จะยังตกลงกันไม่ได้ระหว่างวิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านในเวลาในศึกซักฟอกของญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล แม้ฝ่ายค้านจะกล่าวอ้างว่ามีหลักฐานเด็ดในการอภิปรายรัฐมนตรีแต่ละรายนั้น
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ได้ให้ความห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ระบบรัฐสภา กลไกรัฐธรรมนูญการตรวจสอบถ่วงระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เป็นโดมเดลมาจากประเทศอังกฤษ โดยประเทศไทยได้นำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองภิวัฒน์สยาม เมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยได้นำ 2 ระบบมาใช้ในการปกครองประเทศไทย คือ ระบอบประชาธิปไตย โดยถือเสียงส่วนใหญ่ และระบอบราชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริ์ทรงเป็นประมุข ที่เรียกว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข
โดยพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาตรา 1 บัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”
หมายความว่า อำนาจอธิปไตยสูงสุดเป็นของประชาชน เป็นการปกครองประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชน
โดยในมาตรา 3 ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ โดยพระร่าชบัญญัติก็ดี คำวินิจฉัยของศาลก็ดี การอื่นๆซึ่งจะมีบทบัญญัติกฎหมายระบุไว้เป็นการเฉพาะก็ดี จะต้องการะทำในนามของพระมหากษัตริย์
ดร.ณัฎฐ์ อธิบายว่า สถานะพระมหากษัตริย์ตามระบอบใหม่ ไม่มีสถานะผู้นำฝ่ายบริหารประเทศอีกต่อไป แต่มีสถานะเป็นประมุขของรัฐ โดยใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ดังจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 3 วรรคหนึ่ง
ดร.ณัฎฐ์ กล่าวว่า แต่ระบบรัฐสภา การแบ่งแยกอำนาจในการใช้อำนาจในระบบรัฐสภา ปรากฏในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาตรา 2 ที่ว่า ให้มีบุคคลและคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎร ดังนี้ พระกษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร ศาล ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ที่ทประกาศใช้ฉบับถาวร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 (ราชกิจจุนุเบกษาเล่มที่ 49 หน้า 529) โดยปรากฏชัดในมาตรา 6 ,7,8
โดยในการตรวจสอบถ่วงดุล รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 41 บัญญัติให้ สภาย่อมทรงไว้ ซึ่งสิทธิที่จะลงมติความไว้วางใจในรัฐมนตรีรายตัวหรือทั้งคณะ และในวรรคสอง บัญญัติถึง ญัตติความไว้วางใจนั้น ท่านมิให้ลงมติในวันเดียวกันกับวันที่ปรึกษา
เป็นรากฐานและสารตั้งต้นจนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในมาตรา 151 เป็นกลไกรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารนั้นเอง
แต่สาระสำคัญ อยู่ที่เสียงของฝ่ายค้าน โดยรัฐธรรมนูญกำหนดญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยใช้“มติเสียงข้างมากเกินกว่ากึ่งของของสมาชิกเท่าทีมีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร
ดร.ณัฎฐ์ กล่าวว่า คำว่า เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หมายความว่า สส.จะต้องลงมติเสียงข้างมากเกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เช่น สส.ในสภามี 499 เสียง รัฐมนตรีแต่ละราย จะหล่นจากเก้าอี้หรือไม่ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ต้องรวบรวมเสียงและลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายนั้นๆ จะต้องมีมติ ของ สส.จำนวน 250 เสียงขึ้นไป ต้องถามฝ่ายค้านว่าจะเอาเสียงที่ไหนมายกมือให้ แม้รัฐธรรมนูญกำหนดมิให้ลงมติในวันสุดท้ายอภิปรายไม่ไว้วางใจ และบัญญัติให้ลงมติอีกวันหนึ่ง เพื่อเป็นกระบวนการตัดสินใจสุดท้าย ว่า สส.จะลงมติไม่ไว้วางใจหรือไม่ ตรงนี้ ถือเป็นความอิสระของ สส.ตามที่รัฐธรรมให้การรับรองและคุ้มครองให้กับ สส.ไว้ ส่วนใหญ่จะลงมติโหวตเป็นไปตามมติ ของพรรคนั้นๆ
ดร.ณัฎฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน สส.ในสภาผู้แทนราษฎร มีเสียงทั้งหมด 499 คน โดยฝ่ายรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ครองเสียงข้างมากในสภาสูงถึง 286 เสียง ทั้งในขณะนี้ สส.พรรคกล้าธรรม เดิมเป็นฝ่ายค้าน แต่ถอนตัวมาสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาล อีก 58 เสียง หากพรรคกล้าธรรม เป็นพันธมิตร และเทเสียงให้ฝ่ายรัฐบาลจะครองเสียงในสภาถึง 344 เสียง ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ครองเสียงในสภาเพียง 155 เสียงเท่านั้น
ดร.ณัฎฐ์ กล่าวว่า หากพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี เป็นรายบุคคบ พรรคการเมืองฝ่ายค้านมีเสียงสนับสนุนเพียง 155 เสียง โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ได้กำหนดหลักเกณฑ์มติไม่ไว้วางใจมากกว่ากึ่งหนึ่ง หมายความว่า ฝ่ายค้านจะต้องรวมเสียงจำนวนไม่น้อยกว่า 250 เสียงขึ้นไป ถามว่า จะเอาเสียง สส.ในสภา ของพรรคการเมืองใดมาสนับสนุนและโหวตเสียงให้
พูดภาษาชาวบ้าน คือ พรรคส้ม ปชน. พรรคสีฟ้า ปชป.และพรรคฝ่ายค้าน รวมเสียงแล้ว ขาดไป 100 เสียง ทำให้เสียงฝ่ายค้านในสภาไม่เพียงพอที่จะให้ 18 รัฐมนตรีรายใด หล่นจากเก้าอี้ได้
เกมแห่งอำนาจ ไม่ว่าจะใช้สูตรพรรคภูมิใจไทย สีน้ำเงิน หรือพรรคเพื่อไทย สีแดง และปูนบำเหน็จให้พรรคกล้าธรรม สีเขียว หลังศึกซักฟอก หรือดุลอำนาจระหว่าง สีน้ำเงิน กับสีเขียว โดยปรับพรรคสีแดงออก
แต่ศูนย์กลางแห่งอำนาจยังอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย สีน้ำเงิน เหตุเพราะพรรคภูมิใจไทยครองเสียง สส.ข้างมากในสภาสูงถึง 191 เสียง ทำให้งูเห่าทางการเมืองในยุครัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โอกาสย่อมเกิดขึ้นยากเว้นแต่ สส.ฝ่ายค้าน ปันใจให้ฝ่ายรัฐบาล เคยเกิดมาแล้วในพรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน
แม้พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างพรรคสีส้มกับสีฟ้า ผนึกกำลังกัน ตีกลองร้องป่าวให้อดีต สส.อย่างนายศิริโชค โสภา ปชป. ในร่างเงาของนายภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป.และอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ฉายาวอลเปเปอร์ทำให้คอการเมืองอ่านเกมขาด เพียงการแบ่งหน้าที่กันทำ ไม่พ้นจากข้อครหาว่า ปชป.เล่นนอกเกมเจาะยางกรณี สส.ไอเดียร์ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.พรรภูมิใจไทย จังหวัดชัยภูมิ
แต่ในแง่กฎหมาย เป็นเรื่องเฉพาะตัว มิใช่เป็นเรื่องนิติบุคคลของพรรค ทั้งการบริจาค โดย กกต.วางบบรทัดฐานไว้ว่า ผู้ร้บบริจาคหรือพรรคการเมือง ขณะรับเงินบริจาคต้องรู้ว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิด โดย พรป.พรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย มีหน้าที่รายงามเงินบริจาคให้แก่นายทะเบียนพรรคการเมืองให้ถูกต้องและภายในกรอบเวลาเท่านั้น โอกาสพรรคภูมิใจไทยถุกยูบแทบไม่มี นายศิริโชค ฯจึงหันไปเล่นประเด็นการแจ้งบัญชีรายชื่อทรัพย์สินและหนี้สิน รวมถึง พรบ.ปปง. สอดรับกับนักร้องขาประจำที่เอาตัวเองยังไม่รอดอยบ่างนายศรีสุวรรณ จรรยา
หากมองในแง่มิติทางการเมือง เทคนิควิชามาร ทั้งพรรคฝ่ายค้านออกตัวเต็มแรง โดยใช้ กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมฯ สภาผู้แทนราษฎร โดยนายรังสิมันต์ โรม ปธ.กมธ.และ สส.พรรคประชาชน นำ กมธ.คณะนี้ เป็นเครื่องมือในการบดขยี้ทางการเมือง ก่อนโหมโรมเปิดศึกอภิปราย แต่เกมทำลายล้าง ยังสะดุด เพราะมีปัญหาว่า มีอำนาจในการตรวจสอบหรือไม่ และใช้อำนาจซ้ำซ้อน กมธ.คณะอื่นหรือไม่
เกมศึกซักฟอก แม้เป็นยาแรง และเป็นกลไกหนึ่งของรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบรัฐบาลเต็มรูปแบบ แต่ในแง่พยานหลักฐานเล่นงานรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เป็นการหว่านแห หากนับระยะเวลาในการอภิปรายแล้ว มีกรอบระยะสั้น ทั้งมีองค์รักษ์พิทักษ์นาย คอยสกัดประท้วง ทำให้เวลาสะดุด ทำให้ฝ่ายค้ายจะด่ารัฐมนตรีย่อมลำบาก คาดการณ์ไว้ประท้วงวุ่น ฝ่ายค้านฝ่อไม่เป็นท่า แต่ฉากทัศน์สุดท้ายแล้ว ฝ่ายค้านหวังลมๆแล้งๆ
เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เพื่อส่งเรื่องให้ ปปช.เชือดเป็นดาบสุดท้าย
ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้อกล่าวหา 18 รัฐมนตรี ระบุชัด ว่า ไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือมีพฤติกรรมจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นข้อกล่าวหาต้องใช้พยานหลักฐานสนับสนุน เป็นการบ้านของฝ่ายค้าน หากอ่านเกมการเมือง ฝ่ายค้านยังไร่หลักฐาน ทั้ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ฝ่ายค้านจะต้องเสนอให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หากไปดู สส.ปชป.มี สส.เพียง 21 คน ไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ของ สส.จากจำนวน 499 คน หวยจึงไปตก นายณัฐพล เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.แต่ในแง่กฎหมาย นายณัฐพล เรืองปัญญาวุฒิ ถูก ปปช.ยื่นฟ้องและขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรณีมีพฤติกรรมจงใจหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยอยู่ระหว่างนัดสืบพยานในนัดที่ 3 ยังไม่รู้ว่าผลคดีศาลฎีกาฯจะตัดสินออกเป็นอย่างไร หากตัดสิ่นออกมาเป็นลบ ย่อหมายถึง ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีพ ทำให้ว่าที่นายกรัฐมนตรีพรรค ปชน. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 ย่อมหมดไป ทำให้ดุลอำนาจหลักอยู่ที่พรรคภูมิไจไทย เป็นหลัก
เทคนิคยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัติและลักณะต้องห้ามความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง สุดท้ายพุ่งเป้าออกตัวแรง ฉบับ “โง่-ห่วย-เลว ฉบับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ ปชป. เป็นเพียงสีสันการเมือง ตามสไตล์พรรคแมลงสาบ ปชป.”ประชาชนต้องมาก่อน” แต่ปัจจุบันคนใต้ไม่เลือกและไม่เทคะแนนให้
แม้เป็นสิทธิของ สส.ฝ่ายค้านในกลไกตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล แต่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ยื่นญัตติศึกซักฟอกได้ปีสมัยประชุมสามัญ ปีละหนึ่งครั้ง แต่ในแง่สมการทางการเมือง ในญัตติศึกซักฟอก เกณฑ์การลงมติไว้วางใจ มติไม่ไว้วางใจจะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาขิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร พูดง่ายๆ คือ ฝ่ายค้านต้องไปรวบรวมเสียง สส.ในสภา ให้ได้จำนวน 250 เสียงขึ้นไป ถึงจะทำให้รัฐมนตรีหล่นจากเก้าอี้ได้
ญัตติเหงาๆ หากำหนดวันอภิปรายในวันหยุดประจำสัปดาห์เสาร์อาทิตย์ ฝ่ายค้านได้เพียงแค่ประดิษฐ์วาทกรรมทางเมือง ได้ด่ารัฐมนตรีฟรีๆ สุดท้ายเหนื่อยฟรี เปลืองค่าน้ำ/ค่าไฟของสภา ถามว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไร จากฝ่ายค้านที่ห้อยเปลี้ยเสียขา ไม่ต่างจากเป็ดเหลิม
เสียงเรียกร้องจากพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องการสนับสนุนให้รัฐบาลท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศต่อไป แก้ปัญหาความเดือนร้อนของประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในรัฐบาลนี้อยู่ เข้าใจตรงกันนะ!!!
#ข่าวการเมือง #รัฐธรรมนูญ #กลไกตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร #ระบบรัฐสภา #ศึกซักฟอก #อภิปรายไม่ไว้วางใจ. #รัฐมนตรีรายบุคคลปี 2569 #ดุลอำนาจการเมือง #สมการการเมือง #พรรคภูมิใจไทย #พรรคประชาชน #พรรคประชาธิปัตย์ #ดร.ณัฎฐ์ #ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม
























ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น