finbiz by ttb ชี้ผลกระทบจาก “เอลนีโญ” ต่อภาคธุรกิจ - ผู้นำวันนี้ DAILY

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad



วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566

finbiz by ttb ชี้ผลกระทบจาก “เอลนีโญ” ต่อภาคธุรกิจ

finbiz by ttb ชี้ผลกระทบจาก “เอลนีโญ” ต่อภาคธุรกิจ
ตอกย้ำการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปีนี้เป็นปีที่มีปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ซึ่งจะทำให้สภาพอากาศแปรปรวนไป 3-5 ปี โดยข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า จะเริ่มตั้งแต่ปีนี้ ถึงปี 2571 ประเทศไทยซึ่งอยู่ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องพบเจอกับความแห้งแล้งตั้งแต่ปีนี้เช่นกัน ซึ่งนอกจากจะกระทบกับภาคเกษตรกรรมโดยตรงแล้ว finbiz by ttb ขอชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ลุกลามไปด้านอื่น ๆ จนไปถึงภาคธุรกิจ ตอกย้ำถึงเวลาที่ต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
 
1)​เกษตรกรรม ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี คาดว่าปีนี้รายได้เกษตรกรกลุ่ม 5 พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มปรับลดลงเหลือ 8.4 แสนล้านบาท ลดลง 3.9% หรือราว 3.4 หมื่นล้านบาท จากปริมาณน้ำฝนที่ต่ำลง แม้ปัจจุบันยังมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่สามารถใช้ในการเกษตรได้อยู่ แต่ผลกระทบจะเห็นได้ชัดขึ้นในปี 2567
 
2)​แรงงาน เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญเชิงระบบของภาคเศรษฐกิจไทย พบว่า ภาคเกษตรเป็นแหล่งสร้างงานให้กับคนไทยเกือบ 13 ล้านคน หรือ คิดเป็นสัดส่วน 32.2% ของจำนวนแรงงานทั่วประเทศ จึงได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากภาคเกษตร

3)​การกระจายรายได้ เมื่อรายได้กระทบต่อแรงงานภาคเกษตร ถือเป็นส่วนสำคัญที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพราะรายได้แรงงานภาคเกษตร เป็นกลไกสำคัญในการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน ที่ไม่ได้มีการกระจุกตัวเหมือนกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม

4)​อุตสาหกรรมปุ๋ย และเคมีทางการเกษตร ในปี 2567 รายได้อาจหดตัว 24-28% เหลือ 1.92 – 2.04 แสนล้านบาท โดยได้รับผลกระทบทางอ้อมที่ค่อนข้างรุนแรง ทั้งในด้านราคาและปริมาณ

5)​อุตสาหกรรมการผลิต การขาดแคลนน้ำมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตโดยตรง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมาก เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมกระดาษและเยื่อกระดาษ อุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร เช่น แป้งมันสำปะหลัง อาจมีช่วงเวลาที่ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก

6)​การท่องเที่ยว ความแปรปรวนของอากาศอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ เช่น ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักท่องเที่ยวไม่สะดวกเดินทางมาท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ ส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

7)​ความมั่นคง หากปล่อยให้ภัยแล้งลุกลามไปถึงจุดวิกฤต อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประชาชนและหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่รัฐบาลไม่สามารถจัดหาน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ
 
จากผลกระทบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “เอลนีโญ” ไม่ใช่แค่ปัญหาความแห้งแล้งที่จะกระทบต่อภาคการเกษตรเท่านั้น แต่กระทบไปทุกภาคส่วน
 
การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน คือคำตอบ ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” รุนแรงขึ้นได้ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของโลก เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน และพร้อมรับมือกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยอาจพิจารณาแนวทางต่าง ๆ ดังนี้
 
1)​ให้ความสำคัญกับหลัก ESG โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยส่งเสริมความยั่งยืนที่จะมีผลต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
2)​พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์และบริการที่ประหยัดพลังงาน หรือผลิตจากวัสดุรีไซเคิล รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
3)​เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม การใช้ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะต่าง ๆ  การใช้พลังงานหมุนเวียน
4)​กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ เช่น การขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ต่าง ๆ หรือ กระจายการลงทุนไปยังธุรกิจประเภทต่าง ๆ เป็นต้น
5)​เตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจจับสิ่งผิดปกติ การทำประกันภัยพิบัติ การฝึกอบรมพนักงาน เพื่อรับมือกับภัยพิบัติ เป็นต้น
6)​ภาคเกษตรทำเกษตรอินทรีย์ และเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เครื่องมือตรวจจับต่าง ๆ อาจสามารถช่วยลดปริมาณการใช้น้ำ หรือเคมีที่ไม่จำเป็นได้ รวมถึงลดการพึ่งพาน้ำจากปริมาณน้ำฝนธรรมชาติ ซึ่งต้องมีระบบและการเตรียมการที่ดี
7)​การร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และเรียนรู้แนวทางการปรับตัวรับมือกับปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” รวมถึงร่วมกันพัฒนาวิธีการ เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่ช่วยให้การทำธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นผลดีต่อธุรกิจมากที่สุด ทั้งนี้ ภาครัฐควรมีบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจและภาคเกษตรในการปรับตัว รับมือกับปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” และภาวะโลกร้อน เช่น การให้ความรู้และคำแนะนำ การให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและเทคโนโลยี เป็นต้น
 
มีแหล่งเงินทุน เป็นแรงหนุนที่สำคัญ เพื่อการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปัจจุบันมีแหล่งเงินทุนหลากหลายรูปแบบที่จะช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ทั้งสินเชื่อสีเขียว สินเชื่อสีฟ้า สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทางทะเลโดยปัจจุบันผู้ประกอบการเริ่มเห็นความสำคัญในการลงทุนเพื่อความยั่งยืน ทำให้มูลค่าสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม ในช่วง 2 ปีนี้ เติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันว่าหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยในปี 2565 ประเทศไทยมีการออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม มูลค่ารวมกว่า 1.8 แสนล้านบาท
 
จากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” และผลกระทบดังกล่าว คงจะเป็นสิ่งที่เตือนให้ภาคธุรกิจได้เร่งมือดูแลสิ่งแวดล้อม และช่วยกันลดภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จะบรรเทาลงได้เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้
 
ติดตามสาระความรู้ดี ๆ สำหรับธุรกิจ ได้ที่ https://www.ttbbank.com/th/finbiz 
 
#finbizbyttb
#ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต #เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น
#ttb #MakeREALChange
____

#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

Post Bottom Ad




Pages